1000เดียวเที่ยว5วัน (อีสาน) กับผู้หญิง2คน

1000เดียวเที่ยว5วัน (อีสาน) กับผู้หญิง2คน


เริ่มต้นการเดินทางทริปนี้ด้วยการว่างงานของเพื่อนสาว แกอยากจะไปปลดปล่อยความเศร้าออกไปจากชีวิตเลยมาชวนให้พาไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ งั้นก็ถือโอกาสไปเซอร์เวย์สถานที่เที่ยวสะเลย ด้วยความที่ตอนนี้เรายังมีงบประมาณที่จำกัดเลยกำหนดค่าใช้จ่ายของตัวเองเอาไว้ที่ 1000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่ได้มาจากค่าจ้างแต่งหน้าที่เป็นงานอีกชิ้นนึงที่รักและชอบเป็นการส่วนตัว กับจำนวนวัน 5 วันที่กำลังดีกับค่าใช้จ่าย เพราะทริปนี้ค่าน้ำมันเราไม่ต้องรับผิดชอบปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเพื่อนไป เลยจะขอไม่แจกแจงค่าใช้จ่ายในการเดินทางนะคะ แต่เดี๋ยวจะมาบอกไว้ท้ายๆว่าใช้ค่าน้ำมันไปเท่าไหร่ ส่วนค่าอาหารนี่ก็จะไม่ลงรายละเอียดค่ะเพราะอาหารจานเดียวของทางอีสานตามตัวเมืองต่างๆขั้นต่ำจะอยู่ที่ 40 บาท แล้วแต่จะเลือกรับประทานกันได้เลย เฉลี่ย 5 วัน 1000 บาทจะใช้ได้วันละ 200 บาท อาหารมื้อละ 50 บาท (รวมน้ำดื่ม) ทั้งวันก็จะอยู่ที่ 150 บาท ยังมีเงินเหลืออีก 50 บาทเน็ตๆ อันนี้เป็นวิธีแบบประหยัดถ้าไม่ใจแตกไปสะก่อนก็จะเหลือๆ เลยค่ะ จุดหมายปลายทางคือสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จ.หนองคาย แล้วมาดูกันว่าเวลาที่เดินทางจริงเราจะทำได้หรือเปล่า..มาลุ้นกันค่ะ

 

วันที่ 31 กันยา เริ่มออกเดินทางจากกาญจนบุรีมุ่งหน้าสู่ภาคอีสานด้วยเส้นทางผ่านจังหวัดนครปฐมแล้วใช้ถนนมิตรภาพเป็นเส้นทางหลักในการเดินทาง ด้วยรถ Honda Brio น้ำมันเต็มถัง ขับด้วยความเร็วเฉลี่ยไม่เกิน 100 กม./ชม. ตลอดทางมีเร็วบ้างช้าบ้างตามจังหวะค่ะ วันแรกเราไปกันแบบชิลๆ มองข้างทางไปเรื่อยๆ ดูว่าจะมีที่ไหนน่าแวะเข้าไปบ้าง จนมาถึงก่อนเข้าเมืองสระบุรีก็เริ่มหิว แต่มื้อนี้จะเป็นอาหารกลางวันนะคะ เพราะอาหารเช้ารองท้องกันมาแล้ว เลยมองหาร้านค้าข้างทางที่เป็นของฝากยาวเหยียด ด้วยตอนนั้นฝนตกแต่ไม่ใช่ปัญหาของเราเลยจอดทานอาหารกันก่อน มื้อนี้กินก๋วยเตี๋ยวชามละ 40 บาท ซื้อกระหรี่ปั๊ป 2 ตัวตัวละ 6 บาท ใช้ตังไป 52 บาท แต่บอกเลย..เสียดายตังมาก..ใครผ่านมาตรงนี้แนะนำว่าเข้าเมืองไปหาอะไรในเมืองจะดีกว่า อ่ะ..ไปต่อกันเถอะ ในสระบุรีเราไม่ได้แวะแค่ผ่านไปเฉยๆ จนไปถึงอ.ปากช่องกับเวลายามเย็น ก็เลยเลี้ยวเข้าเมืองไปดูว่ามีอะไรบ้าง ก็ไปเจอตลาดนึงอยู่ข้างทางตลาดใหญ่มากและเปิด 24 ชม. ใช้เวลาเดินเล่นพักรถทานอาหารอยู่ตรงนี้ ของกินเยอะมากกกก มื้อเย็นวันนี้แซนวิส 27 บาท น้ำเต้าหู้ชาเขียว 10 บาท น้ำดื่มเอามาเอง (ซื้อเป็นแพ็ค 12 ขวดเตรียมไว้ท้ายรถกะเอาไว้ใช้ตลอดการเดินทาง) ใช้ตังไป 37 บาท


แล้วเราก็พักค้างคืนกันที่นี่แบบไม่ได้ตั้งใจ เพราะดูจากเวลาแล้วเหมาะที่จะหยุดพักมากกว่าเดินทางต่อ พักที่นี่แต่ไม่ใช่ตรงนี้นะ..เราไปหาปั้มน้ำมันเพื่อจะใช้เป็นที่พักค้างคืนที่สะดวกในการเข้าห้องน้ำ ก็เลยได้มาเป็นที่นี่.. @PTT ปากช่อง ดูโลเคชั่นแล้วน่าจะปลอดภัยดี.. 

 

 "แนะนำนิดนะคะ สำหรับใครที่คิดจะนอนพักแบบไม่เช่ารร. ควรจะใช้วิจารณญาณในการเลือกสถานที่นิดนึงค่ะ ซึ่งวิธี่การเลือกให้ดูจากความปลอดภัยเป็นหลัก ตามด้วยความสะอาดของห้องน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่จะมาคู่กัน 1) มีไฟสว่างทั่วปั้ม ไม่มีมุมมืดที่เป็นจุดอับ 2) มีรถเข้าออกพลุกพล่าน 3) มี7-11 หรือร้านที่เปิดตลอด 24 ชม.นี่เป็น 3 ข้อหลักๆในการเลือกพักตามปั้มน้ำมันในเมืองไทย ส่วนการเลือกบริเวณจอดรถก็สำคัญ ควรเลือกจอดที่มีไฟส่องสว่างด้วยล่ะ เน้นๆๆ!! "

 ส่วนการนอนในรถต้องไม่ติดเครื่องนะคะ เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพ แล้วใช้ตัวช่วยก็คือ พัดลมมือถือ มาใช้แทนการติดเครื่องไว้ทั้งคืน อีกข้อของความปลอดภัยขณะนอน "เรื่องนี้ต้องเน้นเยอะหน่อย เผื่อใครทำตาม" เปิดหน้าต่างได้ทุกบานแต่ต้องเปิดช่องไว้แบบที่มือสอดเข้าไม่ได้นะคะ แล้วล็อคประตูสะ แค่นี้นอนหลับสบายใจได้เลย เพราะคนที่เดินเข้าออกพลุกพล่านในร้านสะดวกซื้อจะคอยเป็นยามให้เราเอง..เคนะ ^^
**สรุปวันนี้ใช้ตังไปทั้งหมด 89 บาท

วันที่ 1 กันยา.. 6 โมงเช้าลืมตาตื่น..มันเป็น 6 โมงเช้าที่แปลกดี ได้ยินเสียงคนเดินไปมา ตึ้งตึง ตึ้งตึง ม้านๆ แคลกๆๆ ผู้คนตื่นกันเช้ามากจริงๆ ทำให้รู้สึกได้ว่าในขณะที่เรานอนตื่นสายอยู่บนที่นอนนุ่มๆในบ้านมีคนอีกจำนวนนึงตื่นก่อนเราแล้ว "นกตื่นเช้าได้กินหนอน" ได้เวลาเตรียมตัวล้างหน้าแปรงฟัน แต่!! ไม่มีที่อาบน้ำนะคะ แล้วเราจะทำยังไงล่ะ มันมีวิธีหน่า..อย่าเพิ่งตกใจไป..สิ่งที่จำเป็นเวลาหาที่อาบน้ำไม่ได้ก็คือ กระดาษทิชชูเปียก ควรพกติดตัวไว้เลยเวลาเดินทาง จำเป็นมากๆ ใช้ได้ทุกสถานการณ์ เข้าไปในห้องน้ำเลยค่ะ แล้วจัดการเช็ดตัวด้วยทิชชูให้ทั่วทั้งตัว รับรองสดชื่นเหมือนได้อาบน้ำเลย เพราะกลิ่นหอมๆของทิชชูจะช่วยให้เราสดชื่นขึ้น ส่วนไหนล้างได้ล้างเลยค่ะ แค่นี้สะดวกมากๆ เสร็จแล้วผลัดกันไปกับเพื่อนอีกคนเฝ้ารถ อีกคนไปเข้าห้องน้ำ กับรถนี่เป็นอะไรที่เป็นชีวิตจิตใจของเราเลย ทุกอย่างอยู่ในนี้ กิน นอน เช็คอินในนี้ทั้งหมด ฉะนั้น รักและดูแลมันให้มากๆ หลังทำภาระกิจเสร็จสัก 8 โมงก็เริ่มออกเดินทางไปตามสถานที่แถวเขาใหญ่ที่เรายังไม่เคยไป แต่ก่อนไปนั่งเสิร์ชหาที่น่าสนใจก่อนเพื่อเช็คระยะทางก็ไปเจอที่นึง..น้ำผุดธรรมชาติ..เขาบอกว่ามันลงไปเล่นน้ำได้ด้วย "มันจะเหมือนอนเซ็นที่ญี่ปุ่นรึเปล่านะ" ไม่รู้ว่าน้ำมันมีแร่ธาตุช่วยบำรุงผิวสวยด้วยป่าว..ว่าแล้วก็จับ GPS ไปเลย "GPS นี่ช่วยได้มากขอบอก ไปได้ทุกที่แค่ใช้ให้เป็น" แค่ประมาณ 15 นาทีก็ถึงแล้ว แต่จุดนี้ไม่ได้มีป้ายบอกชัดเจนนัก ขับผ่านไปโดยที่ยังไม่รู้ว่าถึงแล้วเลอะ อาจจะเป็นเพราะมาเช้าเกินไป ร้านค้า ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ตรงนั้นยังไม่เปิดกันเลย แต่โชคดีมีร้านนึงเปิดเลยถามเขามา แม่ค้าบอกว่าจะเปิดกันประมาณ 4 โมงเช้าหรือ 10 โมงนั่นเองตามภาษาชาวบ้าน ทางเข้าบ่อน้ำผุดจะเป็นเหมือนป้อมเล็กๆให้เราเดินผ่านไป จะมีบันไดหินเป็นขั้นๆให้เราเดินเล่นได้เห็นบ่อแล้วธรรมชาติดี น่าลงไปเล่นค่ะ แต่ไม่ได้เตรียมตัวมาเลยเอาไว้ก่อนดีกว่า ใครจะไปที่นี่และอยากลงเล่นน้ำแบบส่วนตัวๆ แนะนำให้ไปเช้าๆนะคะ สัก 8-9 โมง วันธรรมดาจะไม่มีคนเลย ประหนึ่งสระนี้เป็นของเรา แต่ข้างๆบ่อจะเป็นถนนที่อยู่สูงกว่าเราค่ะ จะมีรถชาวบ้านวิ่งผ่านไปผ่านมาไม่น่ากลัว หลังจากเดินเล่นถ่ายรูปอยู่ที่นี่สักพักก็หิวค่ะ ไปกินข้าวร้านป้าที่เปิดอยู่นั่นดีกว่าดูท่าทางน่าจะกินได้ เป็นร้านอาหารตามสั่งที่อยู่ร้านริมสุด ตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังว่าเราจะได้กินอาหารอร่อยๆกับร้านแบบนี้ ปรากฎว่าอร่อยเกินคาดค่ะ แถมหน้าตาดีและสะอาดด้วย ค่าอาหารเช้า 40 บาท น้ำดื่มเอามาเอง 

น้ำผุดธรรมชาติ ปากช่อง น้ำผุดธรรมชาติ ปากช่อง 

น้าผุดธรรมชาติ ปากช่อง

ข้าวผัดหมู 

note : น้ำผุดธรรมชาติ ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา (จับ gps ไปเลย ถึงแน่นอน) *ฟรีค่าเข้าชม

พอเสร็จจากที่นี่ก็เห็นป้ายเขาใหญ่อาร์ตมิวเซียมอยู่แถวๆนั้นน่าสนใจดีเลยแวะเข้าไป วันนี้คนไม่มีเลยเราไปเป็นคนแรก จอดรถเป็นคันแรกด้วย พอเดินเข้าไปเจอคุณป้าแม่บ้านดูแลสถานที่มาต้อนรับ ไม่น่าเชื่อป้านี่แหละก็เป็นคนเดียวกับที่แนะนำสถานที่ได้ด้วย พูดจาได้คล่องแคล่วกระชับฉับไวได้ใจจริงๆ แสดงถึงการได้รับความดูแลเป็นอย่างดีจากเจ้าของ ที่นี่เป็นแกลลอรี่แสดงผลงานศิลปะที่ถูกรวบรวมไว้ด้วยความชอบส่วนตัวของเจ้าของและเปิดให้เข้าชมฟรี โห..คือดีอะเนอะ (เจ้าของคือเจ้าของก้อกน้ำ Sanwa ที่เรารู้จักกันนี่เอง) ในโซนแกลลอรี่ด้านบนจะมีร้านกาแฟเก๋ๆ ไว้ให้นั่งฟินๆ กับร้านขายของที่ระลึก การตกแต่งและบรรยากาศดีมากๆ


เขาใหญ่อาร์ตมิวเซียม เขาใหญ่อาร์ตมิวเซียม เขาใหญ่อาร์ตมิวเซียม

 note : Khaoyai Art Museum ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา *ฟรีค่าเข้าชม

เดินเล่นอยู่ที่นี่สักพักก็เดินทางต่อไปที่ร้าน The Chocolate Factory ร้านนี้อยู่ริมถนนเลยปากทางเลี้ยวเข้าไปน้ำผุดนิดนึง (สามารถจับ gps ไปได้) จุดประสงค์ที่แวะเข้าไปอย่างแรกก็คือนั่งชาร์จแบตโทรศัพท์กับ power bank เพราะจำเป็นจะต้องใช้เวลาหาเส้นทาง ร้านนี้ช็อคโกแลตอร่อยมากแนะนำให้ลองซื้อกลับมาเลย เป็นของฝากก็ได้สำหรับคนรักช็อคโกแลต มีครัวแบบ open ทำกันให้เห็นมันยั่วยวนให้ลองมากๆ สักนิดสักหน่อยหน่าเพื่อสุขภาพ

the chocolate factory
the chocolate factory the chocolate factory
(ช็อคโกแลตในซองนี้อร่อยมาก หวานนิดๆกินกับแอลมอนข้างในเพลินเลย)

พอไฟแบตสัก 60% ก็พอละไปชาร์จต่อในรถ จากนี้ก็ลองขับไปดูที่ตลาดน้ำเขาใหญ่ เห็นป้ายบ่อยๆเลยทำให้อยากเข้าไปดู ทางเข้าไปห่างจากตรงนี้สัก30นาทีได้ เลยมุ่งหน้าไปกันด้วยจีพีเอสนำทาง อีกละเป็นคันแรกอีกละ "ไม่มีใครมาเลยหรอเนี่ย" คิดในใจ สักพักนึงก็มีรถอีก 2-3 คันขับเข้ามา ก็ดีนะมาเป็นเพื่อนๆกัน ตรงทางเข้าจะมีพนักงานมาเก็บค่าเข้าคนละ 100 บาท จะได้อาหารสารพัดสัตว์แพ็คไว้ในซองเอาไว้ไปเลี้ยงสัตว์ข้างใน ยิ่งเข้าไปด้านในก็ยิ่งน่าตื่นเต้นและชวนขนหัวลุกดี นี่ถ้ามาคนเดียวคงไม่กล้าเข้าแน่ๆ อาจจะเป็นเพราะมันเป็นวันธรรมดาด้วยมั้ง รอบๆสระน้ำจะเป็นการจัดตกแต่งแบบย้อนยุคและมีสัตว์เลี้ยงอยู่ในกรงสารพัด มีมุมสามารถถ่ายรูปเล่นได้ตลอดทาง แต่ที่ชอบใจที่สุดคือกรงนกหงส์หยก สามารถเข้าไปให้อาหารในกรงนกได้เลย กล้าๆกลัวๆอยู่นาน นกตัวเล็กนี้ดดเดียวแต่ก็กลัวอะนะ ให้มันมาจิกอาหารที่มือสนุกดีทีเดียว

 ตลาดน้ำเขาใหญ่ 
ออกจากที่นี่เวลาประมาณบ่าย3 ออกเดินทางไปยังตัวเมืองโคราชไปกราบเท้าย่าโม เห็นเด็กๆที่นี่มาเล่นโรลเลอร์เบรดกันเต็มลานเลย แสดงว่าคนที่นี่ส่งเสริมกิจกรรมให้เด็กรุ่นใหม่บริเวณลานย่าโมเหมือนเป็นลานกิจกรรมให้เด็กๆได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ รู้สึกได้ว่าเยาวชนรุ่นต่อจากเรานี้มีความสามารถมากๆ นั่งเล่นอยู่ที่นี่สักพักชักหิวก็เดินไปหาของกิน ก๋วยจั๊บหลักเมืองชามละ 40 เป็นอาหารที่เลือกไม่ผิดจริงๆ อร่อยอ่ะ ร้านจะอยู่ตรงซุ้มทางซ้ายมือของย่าโม (หันหน้าเข้าอนุสาวรีย์) มีอยู่ร้านเดียว และที่สังเกตได้อย่างนึงคือนกร้องเสียงดังมากกกก เยอะมากกก ตามต้นไม้ สายไฟ เกาะเป็นฝูงๆ เหมือนกับเป็นเมืองนกอะไรประมาณนั้น แล้วคืนนี้เราก็ได้ที่พักราคาถูก 390 บาท/คืน หาร 2 จ่ายคนละ 195 บาท ที่ เอส.เอ็ม.สมายล์เพลส โคราช เป็นเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ที่แบ่งห้องให้เช่ารายวันด้วย สถานที่จอดรถสะดวก เพราะจอดในร่มใต้ตึก ใกล้ๆบริเวณนั้นจะมีตลาดที่ใหญ่มากๆ RN yard และไนท์บาร์ซ่าบ้านเกาะ อยู่ติดกันเลย พอเก็บข้าวของที่ห้องพักเสร็จก็ออกไปเดินเล่นที่ตลาดนี้กัน อาหาร เสื้อผ้า ข้าวของมาล่อตาล่อใจมากๆ 

ย่าโม ไนท์บาร์ซ่าบ้านเกาะ ไนท์บาร์บ้านเกาะ  

 เดินกันจนหนำแล้วก็กลับเข้าไปพักผ่อนล่ะค่ะ แต่ไม่ได้ซื้ออะไรมานะคะ แค่ไปถ่ายรูปเล่นเฉยๆ เพราะทานข้าวเย็นมาแล้วที่ย่าโมไง ส่วนเพื่อนก็ตามสไตล์ผู้หญิงค่ะนิดนึง คืนนี้ได้นอนกับสบายๆ และแพลนกันไว้ว่าตอนเช้าจะแวะไปหาเพื่อนที่มหาสารคามให้พาไปเที่ยวสักหน่อยในฐานะคนท้องถิ่น  (สรุปวันนี้ใช้ตังไป 375 บาท)

วันที่ 2 กันยา เริ่มออกจากที่พักหาอาหารเช้าทานมื้อนี้ทานก๋วยเตี๋ยวเมืองโคราชชามละ 40 บาท "บอกแล้ว!! นี่คือราคาอาหารทั่วไปขั้นต่ำ 40" ทานเสร็จเดินทางเข้าตัวเมืองมหาสารคามถึงประมาณเที่ยงๆพอดี ได้เวลาหาของกินอีกแล้ว ขับไปเจอร้านนี้ขายไก่ย่างส้มตำท่าทางดูดี ไหนๆมาอีสานทั้งทีก็ต้องลองอาหารอีสานจริงมะ ว่าแล้วก็เลี้ยวเข้าไปเลยสั่งอาหารมาน่าทานมากๆ
  

หน้าตาอาหารจะเป็นแบบนี้ "ถ่ายรูปมาให้ดูเฉยๆ ส่วนเราก็เลือกกินให้อยู่ในงบสิ" ทานกันไปก็ซี้ดกันไป นี่ขนาดบอกว่าเผ็ดน้อยนะเนี่ย (ร้านสิรินาถ ไก่ย่าง สาขา 2) อาหารอร่อยค่ะแนะนำเลย แต่เท่าที่สังเกตอาหารของคนแถบนี้จะออกเค็มนะคะ ส้มตำนี่ก็จะออกเปรี้ยวเค็ม ไม่เหมือนทางภาคกลางของเราจะออกเปรี้ยวหวาน พอเสร็จอิ่มหนำกันแล้วก็ได้เวลานัดพบหน้ารร.กับคนท้องถิ่นให้มาเป็นไกด์จำเป็นสะหน่อย จุดหมายที่แกจะพาไปก็เป็นจุดถ่ายรูปที่น่าสนใจดีหลังจากฟังที่แกเล่ามาประมาณนึง จึงมุ่งไปที่นี่ห่างจากจุดนัดพบไปประมาณ 15 นาทีได้ ที่นี่คือหมู่บ้านเล็กๆในอำเภอแกดำ จากทางเข้ามองไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรอย่างที่ว่าเลย แต่พอผ่านเข้าแค่นั้นแหละ ว้าว!! เห็นบึงบัวโล่งกว้างกับสะพานไม้ที่ทอดยาวคดเคี้ยวเลี้ยวไปจนถึงฝั่งตรงข้ามเป็นภาพที่ทำให้รู้สึกได้ถึงลมเย็นๆที่กำลังพัดผ่านชายทุ่งโล่งกว้างถึงแม้จะยังไม่ได้ลงจากรถเลยก็ตาม พอจอดรถได้ก็รีบหยิบกล้อง "มือถือนี่แหละ" พกติดตัวไปกะว่าจะต้องได้ภาพอะไรกลับมาบ้าง เป็นการฝึกถ่ายรูปไปในตัว มองหามุมใหม่ๆ จากความไม่มีอะไร ทำให้มันมีอะไรขึ้นมา

สะพานไม้แกดำ สะพานไม้แกดำ

Note : สะพานไม้แกดำ (ส่วนนึงของโครงการตลาดต้องห้ามพลาด) ตลาดมีทุกวันเสาร์

ถึงอากาศจะร้อนแต่ก็มีลมพัดมาเป็นระยะๆ พอให้หายร้อนได้ ระหว่างที่เราเดินเหยียบแผ่นไม้และทิ้งน้ำหนักตัวลงไปที่ละก้าวทีละก้าว เสียงสะพานก็ดังออดแอด ออดแอด โครงสะพานมีการสั่นไหวเป็นระยะๆ เอียงบ้างโค้งบ้างคล้ายกับทางรถไฟตีลังกาในสวนสนุกอะไรแบบนั้น แต่นั่นแหละคือความสวยงามของที่นี่ ถ้าลองคิดภาพดูว่าถ้ามีใครมาเปลี่ยนสะพานใหม่ทำให้มันสวยๆ ดีๆ เวลาเดินมันคงไม่สนุก ไม่ลุ้น และก็ไม่ได้เห็นภาพที่เป็นเอกลักษณ์อย่างที่มันเป็น เราว่าแบบนี้มันก็ดีไปอีกอย่างนะว่ามะ เอาล่ะเรามาเดินข้ามไปให้ถึงฝั่งเพื่อคำอธิษฐานจะได้เป็นจริงตามที่เขาเล่าไว้กันดีกว่า เพราะนอกจากที่นี่จะเป็นสะพานที่ใช้เดินข้ามระหว่าง2หมู่บ้านแล้ว ยังมีความเชื่ออีกว่า "ถ้าได้เดินข้ามให้ถึงสุดสะพาน คิอสิ่งใดจะสมปรารถนา" นี่อาจจะเป็นการสร้างกำลังใจให้คนกล้าที่จะใช้เส้นทางนี้หรือมีแรงผลักดันอะไรบางอย่าง แต่ถึงยังไงมันก็เป็นสิ่งที่ดี แถมยังทำให้ผู้คนแห่กันมาเที่ยวได้เยอะขึ้นด้วย

จากที่นี่ต่อไปอีกไม่ไกลเจ้าถิ่นได้พาไปไหว้พระที่วัดหนองหูลิง ที่มีโบสถ์เป็นรูปเรือสวยงามมากๆ แต่บริเวณวัดไม่ได้มีอะไรมากมายแค่เข้ามากราบไหว้พระขอให้เดินทางปลอดภัยก็พอจากวัดก็เกือบๆจะเย็นแล้ว เลยแยกย้ายกับเพื่อนเจ้าถิ่นเพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองอุดร ซึ่งจะต้องผ่านตัวเมืองขอนแก่น ช่วงค่ำๆขับไปผ่านตลาดต้นตาลประกอบกับเช็คข้อมูลในอินเตอร์เน็ตตลาดนี้น่าสนใจดีจะมีร้านค้า ร้านอาหารมากมาย ของที่ระลึก สินค้าแฮนด์เมด สินค้าพื้นเมืองมารวมตัวกันที่นี่ ตลาดใหญ่มาก คึกคัก และมีดีไซน์ด้วย แล้วที่นี่ก็คือที่ที่เราฝากท้องไว้กับมื้อเย็นมื้อสุดท้ายของวัน

วัดหนองหูลิง ตลาดต้นตาล ก๋วยจั๊บอุบล

Note : นับจากซ้ายมือ 1)วัดหนองหูลิง 2) ตลาดต้นตาล 3) ก๋วยจั๊บอุบล

หลังจากชิลกันที่ตลาดต้นตาลแล้วเพื่อให้เข้าใกล้หนองคายมากที่สุด แต่มันค่อนข้างจะมืดและเริ่มง่วงละสงสัยจะขับต่อไม่ไหว เลยมองหาที่พักเหมาะๆ ตามวิธีการเลือกทำเลที่ได้บอกไว้ จึงมาได้ที่ปั้ม PTT เขาสวนกวางตรงขอนแก่นยังไม่ทันจะข้ามไปอุดรเลยอะ แต่ปั้มนี้จะอยู่ฝั่งขากลับซึ่งเราก็ยินดีเพราะปั้มใหญ่มาก มีรถพลุกพล่าน แถมมีรถคันอื่นจอดนอนกันหลายคันเลย พอหาที่เหมาะๆจอดได้ก็ลงไปดูห้องน้ำปรากฎมีห้องอาบน้ำให้ด้วยค่า..โอ้มาย..ดีจริงๆได้อาบน้ำก่อนนอนและตอนเช้าด้วยละ จะบอกว่าห้องน้ำที่นี่สะอาดสะอ้าน ห้องที่ใช้อาบน้ำมีฝักบัวให้ด้วย น้ำแรงเชียว แถมประตูห้องน้ำปิดสนิทไม่มีช่องโหว่ด้วย 555 จะบอกถึงความรู้สึกในการอาบน้ำแบบนี้ก็แปลกๆดี ตอนเช้ามีรถทัศนศึกษาของเด็กๆมาลง วิ่งกันเจี๊ยวจ๊าวเลย ในขณะที่เรากำลังอาบน้ำ ก็แปลกๆดีนะ เพราะปกติเข้าห้องน้ำจะต้องรีบเข้ารีบออกใช่มะ แต่อันนี้ต้องอยู่ยาวแถมต้องแต่งตัวอีกพอเข้าใจอารมณ์มะล่ะ เอานะ..

 
Note : ไฟสปอร์ตไลท์ส่องสว่างทั่วปั้ม แต่ใช้ม่านบังแดดช่วยในการนอน

วันที่ 3 กันยา เช้านี้ใช้บริการ 7-11 สะหน่อยสะดวกดีมีบาร์ให้นั่งทานอาหารด้วย แล้วเราก็ออกเดินทางจุดหมายคือสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จ.หนองคาย จากตรงนี้วิ่งไปอีกไม่ไกลก็จะถึงแล้วราวๆ 2 ชั่วโมงเห็นจะได้ (แบบขับไม่เร็วนะ) ไปเรื่อยๆ ระหว่างทางเห็นป้าย "คำชโนด" ที่เพื่อนเล่าให้ฟังเมื่อตะกี้เกี่ยวกับหนังเรื่องนึงที่สร้างประวัติเกี่ยวกับวัดนี้เลยตรงดิ่งเข้าไปเลย (ไกลพอสมควรจากถนนมิตรภาพ) วัดนี้เป็นวัดป่าที่มีตำนานเกี่ยวกับเรื่องลี้ลับ "ใครสนใจลองไปเสิร์ชหาดูได้" เชื่อกันว่าเกาะที่อยู่ข้างหลังวัดนี้เป็นเกาะลอยน้ำได้ (เพราะมันไม่จมน้ำตอนที่น้ำท่วม แต่ยังไม่มีใครพิสูจน์) และเป็นประตูที่เชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับพญานาค แค่พูดก็ฟังดูน่ากลัวใช่มั้ยล่ะ พอไปถึง..โอ้โห.. คนเยอะมากๆ อาจเป็นเพราะเป็นวันเสาร์ด้วยล่ะมั้ง อ่อ..ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ถึงกับตื่นเต้นกับทางเข้ามายังวัดตั้งแต่ยังไม่ถึงวัดเกือบ 5 กม.ได้มั้ง มีร้านขายบายศรีที่ทำเป็นรูปพญานาคเต็มเลอะ ทำด้วยใบตองด้วยนะ อ่ะ..กลับมาที่ประตู พอถึงหน้าทางเข้าเกาะ "คือไม่ค่อยมีใครจะสนใจไหว้พระในโบสถ์เลย" จะเห็นเป็นสะพานยาวที่หัวสะพานเป็นพญานาคและมีลำตัวทอดยาวไปตามขอบสะพานมองไม่เห็นปลายทาง ผู้คนต่างเดินเข้าไปกันเป็นแถวขวักไขว่ (ถอดรองเท้านะ เขาห้ามใส่รองเท้าเข้าไป) ข้ามสะพานลึกเข้าไปเริ่มรู้สึกถึงความเย็นได้เพราะที่นี่มีต้นไม้ป่าปกคลุมสูงทั่วทั้งเกาะ แต่บริเวณที่เราเดินไปจะทำเป็นทางเดินพื้นปูนตลอดแนว และสิ่งแรกที่ดึงดูดให้เราเดินเข้าไปหาก็คือบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ทางซ้ายของศาลบูชา เชื่อกันว่าเป็นบ่อที่เป็นประตูข้ามภพระหว่างพญานาคกับมนุษย์ "มองเห็นป้ายเขียนกำกับไว้ว่า ห้ามโยนสิ่งของลงไปในบ่อเด็ดขาด" แต่เห็นมีเหรียญเต็มเลอะ บอกได้เลยว่าอะไรก็ไม่สามารถขัดแรงศรัทธาหรือความเชื่อของคนได้เลย เสร็จแล้วเราก็ไปทำการไหว้และทำความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสียงเรียกร้องขอโชคลาภดังลั่นแบบไม่สนใจใครคือความปกติที่ได้ยินจากสถานที่ที่ได้รับแรงศรัทธาอย่างแรงกล้า "เจ้าประคู้นขอให้งวดนี้ลูกถูกหวยด้วยเทิ้ด" ความศรัทธาว่ากันไม่ได้..เสียงฆ้องงึงงังๆ แทรกซ้อนเข้ามากับท่าทางในการทำให้เกิดเสียงทำให้เราอดไม่ได้ที่จะต้องถามว่า "ทำยังไง" เด็กคนนึงที่เข้าคิวอยู่ก่อนหน้ามาสาธิตการ"ถู"ฆ้อง ค่ะได้ยินไม่ผิด เขาใช้ถูไม่ได้ใช้ตี วิธีทำก็คือตั้งจิตอธิษฐานเสร็จแล้วใช้2มือถูเข้าไปที่ตรงกลางฆ้องด้านหลัง ของใครดังแสดงว่าจะได้สมปรารถนา บ้างก็ดังบ้างก็ไม่ดัง แต่น้องคนที่สาธิตให้เราดูไม่ต้องอธิษฐานอะไรถูกี่ทีก็ดัง คงจะเป็นเทคนิคส่วนตัวกระมังคะ... 


จากจุดนี้เราเดินทางตรงไปที่ชายแดนจังหวัดหนองคาย ที่ซึ่งเป็นจุดหมายของทริปนี้ เวลาประมาณบ่าย 2 ถึงที่หมายพร้อมความวุ่นวายกับเอกสารเหตุเพราะไม่ได้เอาพาสปอร์ตติดตัวมา "ลืมสนิทเลย" จากการสอบถามวิธีเดินทางจากน้องๆแถวๆนั้นได้ความว่ารถบัสที่ใช้ข้ามสะพาน ค่าตั๋ว 20 บาท รถหมด 3 ทุ่ม เสร็จแล้วไปต่อรถบัสเพื่อเข้าไปเวียงจันทร์ ค่ารถ 40 บาท รถหมด 6 โมงเย็น

สะพานมิตรภาพไทยลาว หนองคาย รถบัสสะพานมิตรภาพไทยลาว
บัตรผ่านแดนไทยลาว 

Note : สำหรับการข้ามแดนไทย-ลาว กรณีมีพาสปอร์ตจะเสียค่าภาษีผ่านแดนฝั่งลาว 55 บาท แต่หากไม่มีพาสปอร์ตจะต้องไปทำบัตรผ่านแดนที่สำนักงานออกบัตรผ่านแดน (ห่างจากที่สะพานไป 5 นาทีจับ gps ไปได้เลย) ค่าทำบัตร 30 บาท ทำแล้วได้เลย แต่ถ้าจะจ้างคนไปทำหรือทำผ่านบ.ทัวร์ใกล้ๆจะต้องเสียค่าทำบัตร 100-120 บาท ใช้เวลาประมาณ 2 ชม. และเสียค่าภาษีผ่านแดนฝั่งลาว 100 บาท (ภาษีเสียครั้งเดียวได้ทั้งไปและกลับ)

ข้าวจี่ห่อไข่

และนี่คือหน้าตาอาหารอย่างแรกที่ได้กินหลังจากข้ามไปฝั่งลาว เห็นฝรั่งกินกันน่าเอร็ดอร่อยเลยขอลองบ้าง รสชาติออกเค็มๆมันๆ เพราะมันคือข้าวเหนียวห่อไข่เอาไปย่าง ที่เขาเรียกว่า "ข้าวจี่" หน้าตาดีไม้ละ 15 บาท แอบแพงเหมือนกันแฮะ ข้ามฝั่งไปลาวไม่ได้ใช้จ่ายอะไรมาก ถ่ายรูป เดินเรื่อยเปื่อยแล้วก็กลับ แค่นี้ก็ฟินละค่ะ ดูรูปกันไปพลางๆนะคะ

เวียงจันทร์ เวียงจันทร์ Vientiane Center ขนมชูโรส

ก่อนจะกลับได้เดินเข้าไปสำรวจในห้าง Vientiane Center ห้างที่ใหญ่ที่สุดในลาว แต่กำลังจะมีที่ใหญ่กว่า สร้างอยู่ข้างๆกันแต่ยังไม่เสร็จ เห็นขนมน่ากินอันนึงมีโลโก้เขียนเป็นภาษาลาวคือน่ากินอะ อดใจไม่ไหวต้องลองสักทีไหนๆมาและ เลยซื้อมาแก้วนึงสามารถเลือกได้ว่าจะจิ้มช็อคโกแลตหรือจะจิ้มนม จ่ายเป็นเงินไทยไป 100 บาท ได้เงินทอนกลับมา 8000 แต่เป้นกีบนะคะ รวยเลยค่ะ ฮ่าๆๆๆ ค่าขนมๆตีเป็นเงินไทยคือ 60 บาท ฉะนั้น 8000 กีบก็เท่ากับ 40 บาท แต่ขนมอร่อยนะคะ ไม่รู้มันคืออะไร แต่อร่อย กลับมาเสิรชหาข้อมูลปรากฎมันคือ ปาท่องโก๋สเปน อะจ่ะ อิชั้นก็คิดว่าเป็นของลาวสะอิก...ได้เวลากลับเข้าฝั่งแล้ว ขึ้นรถที่เดิม(ท่ารถตลาดเช้า) รถหมด 6 โมงนะคะ ถ้าหลังจากนี้อยากจะไปสะพานต้องอาศัยแท็กซี่หรือรถตุ๊กๆล้อเอี๊อด "ทำไมล้อเอี๊ยดอะหรอ เวลาเดินอยู่ริมถนนจะรู้เลย มันจะได้ยินเสียงเบรคเอี๊ยดๆของรถแบบนี้ตลอดเวลา เราอะตกใจสะดุ้งตลอดเวลาแต่คนอื่นคงจะชินไม่เห็นเขาสะดุ้งกันเลย" ที่จะมีคนมาคอยถามแน่ๆตรงท่ารถแบบแย่งกันเลยล่ะค่ะ แต่ไม่ตีกันนะคะ พวกเขาจะถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แบ่งๆกันไป สำหรับคนไทยแล้วจะได้รับการต้อนรับที่ดีอย่างมากจากคนลาว ใครไปแล้วจะรู้สึกได้  สมกับชื่อที่ตั้งให้สะพานมิตรภาพไทยลาวจริงๆ 

หลังจากข้ามฝั่งกลับมาก็คงจะต้องหาที่พักแล้วล่ะ หาๆๆๆๆ ก็ได้มาที่นึงห้องพักดี ห้องน้ำดี เป็นรร.ได้เลยค่ะ แต่ที่นี่เป็นเกสเฮาท์เลยไม่ได้มีเซอร์วิสอย่างอื่น ได้แค่น้ำเปล่า 2 ขวดกับที่จอดรถที่มีรั้วก็โอเคแล้ว ค่าห้อง 650 บาท อยู่ริมแม่น้ำโขงเลยค่ะ กะว่าตื่นเช้ามาขอได้เห็นอากาศดีๆริมแม่น้ำสักหน่อย

ริมน้ำโขง 
 ริมโขงเกสเฮาส์ ริมน้ำโขง 

ตื่นมาตอนเช้าเราก็เดินลงมาชื่นชมธรรมชาติและดูผู้คนริมน้ำโขง แล้วก็เห็นร้านโจ๊กที่มีคนมุงกันเต็มร้านแสดงว่ามันต้องอร่อยแน่ๆ เลยเข้าไปนั่งทานมื้อเช้ากันที่นี่เลย และแล้วก็ถึงเวลาต้องกลับกันแล้ว วันนี้ได้นอนพักเต็มที่เพื่อที่จะได้ขับกันยาวๆ กันไปเลย

โจ๊กหนองคาย ตี๋คอหมูย่าง

Note :(ซ้าย) โจ๊กหนองคาย (ขวา) ตี๋คอหมูย่าง

ร่องลงมาได้ถึงขอนแก่นเลี้ยวเข้าตัวเมืองไปหาของกินกลางวันสักหน่อย เจอร้านนี้หน้าร้านดูน่าเข้าดีเลยลองเข้าไปสิสั่งอาหารมาเป้นคอหมูย่างราดข้าว 45 บาท อร่อยดี แต่น้ำจิ้มแจ่วจะออกเค็มไม่เหมือนคนภาคกลาง ก็อิ่มกันปายย...ลงมาอีกผ่านสวนมิ่งมงคล สระบุรี ที่เห็นตั้งแต่ขาไป พอลงจากรถได้กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วทั้งสวน ความสดชื่นของต้นไม้ดอกไม้ทำให้เรารู้สึกดีได้จริงๆเป็นสถานที่ที่เป็นจุดแวะพักที่เยี่ยมมากๆ ด้านในจะมีร้านกาแฟ สระน้ำ สวนหย่อม ร้านค้าของที่ระลึกให้ได้เดินเล่นชิลๆกันด้วย

สวนมิ่งมงคล สวนมิ่งมงคล สวนมิ่งมงคล 

 

Note : สวนมิ่งมงคลเฉลิมพระเกียรติ ถนนมิตรภาพ (สระบุรีขาเข้า) ฟรีค่าเข้า สวนเปิด 6 โมงเช้า ส่วนร้านค้าเปิด 10 โมง

จากที่นี่คงเป็นที่สุดท้ายแล้วที่เราจะชาร์จพลัง เพื่อขับต่อไปให้ถึงบ้าน ลาก่อนดินแดนอีสาน ลาก่อนรสชาติชีวิต การได้เดินทางในทริปนี้ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น ถึงแม้จะเป็นการเดินทางแบบที่ไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้มีการวางแผนอะไรเลย ไปเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ได้พบได้เห็นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รู้จักโลกมากขึ้น จริงมั้ย..

ส่วนประกอบการเดินทาง
2521.8 km.   ระยะทางตลอดทริป
1202 THB     ค่าใช้จ่ายตลอดทริป
2600 THB     ค่าน้ำมันตลอดการเดินทาง

    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

        

 

Visitors: 31,208