จากโตเกียวถึงกุนมะในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี #เที่ยวถ่ายเป็น ซีซัน2

Unseen  Gunma
S e a s o n   o f   L e a v e   C h a n g e  
 "เที่ยวเล่น ถ่ายภาพเป็น อย่างมืออาชีพ"


 

ทริปนี้เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่เราออกเดินทางไปยังกุนมะ เมืองที่อยู่ไม่ไกลจากโตเกียวแต่ยังมีคนไทยจำนวนน้อยที่จะรู้จักและไปเที่ยวกันที่นี่ ความน่าสนใจของเมืองนี้ก็คือ ธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ เราคาดหวังที่จะได้ตื่นตากับความงดงามที่ธรรมชาติสร้างและเราก็ไม่ผิดหวังจริงๆ

 เราเริ่มเดินทางจากดอนเมืองไฟลท์บินที่เลือก คือสายการบิน Thai Air Asia X  XJ600 (DMK-NRT) เวลา 23.45 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง จะถึงสนามบินนาริตะเวลาประมาณ 08.00 (เป็นเวลาท้องถิ่น ซึ่งเวลาในญี่ปุ่นจะเร็วกว่าไทย 2 ชม.) ระหว่างทางเราก็นอนหลับกันบนเครื่อง ซึ่งไม่งายเลยจริงๆ ถึงแม้ว่าจะจองที่นั่งโซนเงียบเอาไว้ แต่ความดังของเสียงเครื่องบินนั่นแหละที่รบกวนการนอนของเรา แนะนำให้หาเครื่องป้องกันการได้ยินเสียงจะช่วยให้หลับง่ายขึ้น 

หลังจากหลับๆตื่นๆมาสักระยะ ก็มีเสียงนุ่มๆของกัปตันแจ้งว่าเราใกล้จะถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ก็เตรียมตัวล้างหน้าล้างตา ทานอาหารเช้าบนเครื่องและตื่นเต้นกับการเผชิญโลกใบใหม่หลังจากที่ก้าวพ้นประตูสี่เหลี่ยมนี้ไป

ภาระกิจแรกหลังจากลงเครื่อง คือการตามหา free wifi หลังจากที่ได้อ่านหนังสือแนะนำว่าให้โหลดแอพพลิเคชั่นตัวนึงที่จะให้เราใช้ฟรี wifi ได้ทั่วภูมิภาคคันโตตลอด 14 วัน แต่แล้วมันก็เศร้าเพราะมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด สุดท้ายจึงต้องปล่อยให้เป็นไปตามที่เราเชื่อ เชื่อว่าเราจะเจอผู้ร่วมทริปอีกท่านนึงที่นัดกันไว้ก่อนหน้านี้อย่างง่ายดาย จากนั้นเราก็ลงไปซื้อตั๋วและจองที่นั่งเพื่อจะเดินทางไปยังสถานี Akihabara ตามที่นัดกันไว้ โดยเราใช้ตั๋ว JR Kanto Area Pass ตลอดระยะเวลา 3 วัน ที่สามารถใช้ขึ้นรถ N'ex (Narita Express) จากสนามบินนาริตะไปยังตัวเมืองโตเกียวได้

Note : หลังวันที่ 19 ธ.ค.2558 บัตร JR Kanto Area Pass จะเปลี่ยนเป็นบัตร JR Tokyo Wide Pass สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่นี่  http://www.jreast.co.jp/e/tokyowidepass/index.html

มาถึงสถานี Akihabara ยังพยายามหาฟรี wifi แต่ก็ไม่ได้ผล เลยต้องออกตามหาด้วยฝีเท้าของเรา รออยู่สักพัก อ่า!! เจอกันจนได้ผู้ร่วมเดินทางที่เราตามหา ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีเทคโนโลยีมาช่วยก็ทำให้เราเจอกันได้ อ่ะ..เจอกันแล้ว ตามหาสะจนเหนื่อย เอาขนมรองท้องกันสะหน่อย...

หลังจากหาอะไรทานกันจนอิ่มท้องแล้ว เราก็เริ่มลุยสู่ที่หมายแรกนั่นคือ 2k540 Aki-Oka Artisan สถานที่ที่เป็นแหล่งรวมร้านค้าของบรรดาศิลปินหนุ่มสาวที่สร้างสรรสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันในรูปแบบเก๋ๆ รวมไปถึงงานแฮนด์เมดที่มีรูปแบบไม่เหมือนใคร ทั้งการตกแต่งร้านที่แปลกแหวกแนวไปจนถึงสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เมื่อเดินไปถึงแล้วเพลินสุดๆ

Note : 2k540 Aki-Oka Artisan สามารถลงรถไฟ JR ที่สถานี Akihabara ทางออก Electric Town Atre 1 เดินตรงไปเรื่อยๆ ผ่าน Gundum Cafe, Chabara ไปประมาณ 200 เมตรจะเจออยู่ฝั่งขวามือใต้ทางรถไฟ (มีป้ายบอกตลอดทางไปง่ายมาก)

  
  

เราใช้เวลาดื่มด่ำกับงานอาร์ตกันพอสมควร จากนั้นก็ได้เวลาเดินไปหาจุดหมายที่ 2 เพื่อหามุมถ่ายภาพสวยๆ ที่นั่นคือ mAAch (ecute kanda manseibashi) ที่นี่ก็จะเป็นร้านค้าที่มีคอนเซพเก๋ๆ ทั้งร้านอาหาร ของใช้แบรนด์เนม ไปจนถึงห้องสมุด ตั้งอยู่ใต้ทางรถไฟสาย Ginza line

Note : mAAch (ecute kanda manseibashi) สามารถลงรถไฟที่สถานี JR Akihabara ทางออก Central Gate เดินเรียบถนนไปทางขวาก็จะเจอตึกสีอิฐแดงอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วเดินข้ามสะพานไปจะถึงทางเข้าฝั่ง  Manseibashi Porch

    

ฟินกันไปเลยสำหรับวันแรกของการมาถึงโตเกียว ที่เราตั้งใจพาทุกๆคนไปชมสถานที่ที่เพิ่งเกิดใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจ สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ จนได้เวลาที่เราต้องเดินทางไปยังเมืองกุนมะแล้ว ที่ที่เราจะเปิดห้องนอนพักค้างแรมกันตลอดทริปทั้ง 4 คืน แต่ก่อนอื่นต้องไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ในล็อคเกอร์ที่สถานี (Akihabara) สะก่อน อ้ะอ่าว!! พี่เค้าทำบัตรตู้ล็อคเกอร์หาย มานั่งกุมขมับอยู่นี่จะทำยังไงกันดี!!

ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องพึ่งพาพนักงาน information ของสถานีกันล่ะ ซึ่งพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว เธอบอกว่าเราจะต้องรอเจ้าหน้าที่จากทางสถานีโตเกียวมาเปิดตู้ให้ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นไม่นานเจ้าหน้าที่ก็มา สิ่งแรกที่เจ้าหน้าที่จะทำคือให้เรากรอกข้อมูลส่วนตัวของเรา ชื่อ ที่อยู่ และตามมาด้วยการซักถามถึงสิ่งของที่อยู่ในตู้ เราจะต้องแจ้งลักษณะที่โดดเด่นของสิ่งของของเรา จำนวน หรืออะไรที่อยู่ในกระเป๋า (แบบละเอียดยิบ จนกว่าจนท.จะแน่ใจแล้วถึงจะเปิดให้เราหยิบกระเป๋าออกมาได้) โอ้ววว..ความปลอดภัยของเค้ายกให้เป็นที่หนึ่งเลย เมื่อทุกคนได้สัมภาระของตัวเองครบแล้วก็ถึงเวลาเดินทางออกนอกเมืองกันแล้ว

จากโตเกียวถึงกุนมะ (ลงที่สถานี Takasaki) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 60 นาที โดยใช้บัตร JR Kanto Area Pass จองที่นั่งบนรถไฟชินคันเซ็น ถึงทาคาซากิแล้วก็พาทุกคนเข้าเช็คอินที่โรงแรม เพื่อพักผ่อนนอนหลับและพร้อมจะลุยต่อในเช้าวันใหม่ที่นี่

Note : โรงแรมที่ใช้พักตลอดทริป Hotel 1-2-3 ระดับ 3 ดาว (โรงแรมอยู่ใกล้สถานีรถไฟแค่ข้ามฝากถนน สะอาด น่านอน พนักงานต้อนรับสามารถพูดอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว) สามารถจองรร.ได้ที่ลิงค์นี้ (ไม่ต้องชำระเงินก่อน ไปจ่ายที่รร.ได้ทีเดียวเลย) http://hotel1-2-3takasaki.com

เช้าวันที่ 2 (25 ต.ค.2558)

วันนี้เราจะไปกันแถวย่าน Shibukawa เพื่อไปยัง 3 จุดหมาย ได้แก่ Ikaho Town, Green Bokujo Farm และวัด Misuzawa  วันนี้นัดกันแต่เช้าหน่อยเนื่องจากไปหลายที่และแต่ละที่จะมีเวลาที่รถบัสวิ่งจำกัดจึงเริ่มนัดกันที่เวลา 0730 น. ทุกคนมากันตรงเวลามากๆ เว้นแต่เราที่เลตไปนี๊ดนึง เนื่องจากการนอนไม่พอของเมื่อวาน..แต่เราก็ทันรถไฟตามเวลาที่แพลนไว้คือ สาย Joetsu Line (ช่อง 6) 0745 น. ไปถึงสถานี Shibukawa ใช้เวลาประมาณ 25 นาที ลงรถไฟปุ๊ปได้ขึ้นรถปั๊ป รถบัส No.3 ออกเวลา 0817 ถึงที่ Green Bokujo เวลา 0840

ออกจาก Green Bokujo ก็นั่งรถบัสจากด้านหน้าฟาร์มต่อไปยัง Ikaho ปลายทางคือ Ikaho Terminal ซึ่งเป็นป้ายที่พอลงรถก็สามารถเดินไปขึ้นกระเช้าได้ที่ตึกด้านข้าง วันนี้อากาศแจ่มใส ท้องฟ้าเปิดมีแดด จึงได้เห็นความสวยงามบนจุดชมวิวและได้ภาพพาโนราม่าสวยๆกลับมาด้วย

Note : ค่าขึ้นกระเช้า ไป-กลับ 820 เยน, ขาเดียว 490 เยน (เวลาเปิด-ปิด 0840-1630 กระเช้าขึ้นลงทุกๆ 15 นาที)

กลับลงมาเราก็เดินต่อไปยัง Ikaho Stone Step แหล่งชุมชนพื้นเมืองดั้งเดิมและมีชื่อเสียงของเมืองนี้ ที่นี่จะมีร้านค้า ร้านอาหาร รวมไปถึงร้านเกมส์แบบท้องถิ่นดั้งเดิมให้เราเดินเล่นกันได้เพลินๆ อาหารที่ขึ้นชื่อของที่นี่คือ อุด้ง อนเซ็นมันจู และยากิมันจู แต่ที่เห็นคนรุมซื้อ konnyaku หรือที่คนไทยเรียก คอนยัคคุ(บุก) เสียบไม้กันใหญ่เลย

เดินขึ้นไปเรื่อยๆก็จะมีศาลเจ้า Ikaho Shrine ที่คนมาไหว้กันคึกคักไปจนถึงสะพานแดงคาจิคะที่มีชื่อ ระหว่างทางมีร้านขายปลาย่างเกลือ (yakizakana)แบบดั้งเดิมอยู่ริมทางน่าทานมากๆ แต่อาเฮียคนขายบอกว่าต้องรอย่างปลาก่อนประมาณ 30 นาที เลยอด เพราะเราไม่มีเวลาพอ
 

 

กลับลงมารอรถต่อไปยังวัด Mizusawa วัดที่คนญี่ปุ่นนิยมมาขอพร เนื้อที่ภายในวัดนั้นไม่ใหญ่ แต่บรรยากาศที่อยู่รอบๆ นั้นสวยงามมากและสดชื่นมากๆ เพราะอยู่ติดกับภูเขา วัดนี้มีอายุเก่าแก่กว่า 1300 ปี เป็นสัญลักษณ์ของเมือง Ikaho 

Note : การเดินทางมาวัดสามารถนั่งรถบัสจากสถานี Shibukawa สาย Shibukawa - Ikaho Annaijo จะลงป้าย Mizusawa-Kannon จอดหน้าวัดพอดี

  

จบวันนี้ด้วยความราบรื่นทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดการ กลับถึง Takasaki ตอนค่ำหาราเม็งรับประทานกันก่อนแยกย้ายกันเข้าห้องพัก อากาศวันนี้หนาวและลมพัดแรงทำให้ยิ่งหนาวขึ้นไปอีก เราจึงบอกให้ทุกคนเตรียมตัวรับความหนาวในวันพรุ่งนี้..

วันที่ 3 ของการเดินทาง (26 ต.ค.58) วันนี้เป็นเส้นทางใหม่ที่เรายังไม่เคยไปกันในทริปแรก สำหรับฉันแล้วค่อนข้างตื่นเต้นและลุ้นตลอดการเดินทาง ทุกคนที่พบเจอ และเพื่อนร่วมทาง


 เริ่มต้นเดินทางวันนี้ด้วยการใช้บัตร JR Kanto Area Pass ให้คุ้มด้วยการนั่งจากสถานี Takasaki ไปลงที่ Karuizawa ห่างกันแค่ไม่กี่สถานีก็ถึงเลยตัดสินใจไม่ต้องจองที่นั่ง เรื่องการไม่จองที่นั่งไม่ได้เป็นปัญหา แต่ที่เป็นปัญหาคือรถขบวนที่นั่งดันไม่จอดสถานี Karuizawa เนี่ยสิ เอ้า!! อุตส่าห์ดูมาดีแล้วเชียวนะ เพิ่งมารู้ที่หลังว่าการเลือกรถไฟชินคันเซ็นจะต้องดูให้ดีว่าสายที่จะนั่งจอดสถานีที่เราจะลงด้วยมั้ย อย่าดูแค่ว่าสายที่เราจะนั่งมันวิ่งไปเส้นทางเดียวกันกับสถานีที่เราจะลง เพราะรถไฟของญี่ปุ่นมีหลายสายบางคันอาจจะไม่จอดทุกป้าย สุดท้ายเราก็เลยต้องนั่งผิดสายไปลงที่ Nagano แล้วค่อยหารถนั่งกลับมา แผนการเดินทางจึงเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย 

มาถึงสถานี Karuizawa ก็เดินเที่ยวเล่นกันอย่างเพลิดเพลิน เพราะสถานีนี้เป็นสถานีที่สวยงามสมกับที่เป็นจุดเริ่มต้นของการชมเส้นทางสายโรแมนติคเลยทีเดียว มีทั้งที่นั่งเล่นชมนกชมไม้และ Outlet แบรนด์เนมรองเท้า เสื้อผ้ากีฬาแบรนด์ดังมากมาย เรียกว่าถ้าหารองเท้ารุ่น Limited หรือรุ่นที่ใหม่ๆที่ยังไม่มีขายในไทยสามารถจะเจอได้ที่นี่ 
Bus No.1 เวลา 11.45 คือจุดนัดหมายของเรา เพื่อขึ้นรถที่วิ่งผ่านถนนสายโรแมนติคและลงที่ป้าย Onioshidashi-en จะถึงสวนหินลาวา Onioshidashi Park รถจะวนไปจอดหน้าสวนพอดีเลยทั้งไปและกลับสามารถขึ้นลงได้ที่ป้ายนี้

Note : ตารางรสบัสสาย Seibu http://www.seibubus.co.jp

ว้าวๆๆๆ ยังไม่ทันลงจากรถ ความยิ่งใหญ่อะลังการงานสร้างของหินลาวาก็ทำเอาเราไม่อยากที่จะละสายตาออกไปที่ไหนเลย มหัศจรรย์ของธรรมชาติสวยงามเสมอ 


  


 

นอกจากทางเดินสำรวจธรรมชาติรอบสวนหินแล้ว ที่นี่ก็ยังมีร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหารที่ตั้งเป็นซุ้มๆอยู่ตรงลานกลางแจ้งให้เราได้เดินกันเพลินๆด้วย เราใช้เวลากันอยู่ที่นี่จนถึงเย็น เพื่อรอรถกลับในเวลา 16.56 น. อากาศวันนี้ค่อนข้างเย็น ยิ่งฟ้าเริ่มมืดอากาศก็ยิ่งเย็นลงทุกทีๆ แต่ความรู้สึกที่ได้ไม่ใช่แค่ความหนาวจากผิวสัมผัสเท่านั้น แต่ในใจของเรายังคงจำภาพแรกที่ได้เห็นชัดเจนราวกับการได้กดชัตเตอร์ภาพนี้แล้วแคบเจอร์เก็บไว้ในอัลบั้มภาพข้างในใจ มันจะยังคงเป็นประสบการณ์ดีๆที่จะอยู่กับเราไปอีกนานแสนนาน..

Note : โอนิโอชิดาชิ เป็นสวนหินที่เกิดจากศิลปะของลาวาจากภูเขาไฟอะซามะที่ยังตื่นอยู่ ที่ใจกลางสวนมีวัดทางพุทธศาสนาสำหรับสักการะเทพแห่งความเมตตา ในบริเวณนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ภูเขาไฟอะซามะ(Asama Volcano Museum) ที่นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ของภูเขาไฟ สิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ที่อาศัยอยู่ในภูมิประเทศภูเขาไฟ ผ่านการนำเสนอวีดีโอขนาดใหญ่พร้อมเครื่องจำลอง หากใครได้ไปเยือนที่นี่จะต้องตระการตากับความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาและเนินกว้าง 

วันที่ 4 ของการเดินทาง (27 ต.ค. 2558)

วันนี้เป็นวันก่อนวันสุดท้ายที่เราจะเดินทางกลับบ้าน จุดหมายของเช้าวันนี้คือเมืองมินาคามิ Minakami เป็นย่านเมืองที่เป็นแหล่งอนเซ็นที่เยอะมาก ถึงปัจจุบันจะมีหลายๆที่ที่ปิดตัวลงไป แต่อนเซ็นที่ใหญ่และเก่าแก่อายุหลายร้อยปีก็ยังตั้งอยู่ในเมืองนี้ด้วย ซึ่งหลังจากที่กลับจากจุดหมายแรกแล้วเราจะไปกัน..และจุดหมายแรกของเราก็คือ...หุบเขาซูวะเคียว Suwa Gorge ที่ตั้งของสะพานสูงที่ผู้คนนิยมมากระโดดบันจี้จั้มพ์กันที่นี่ ด้วยทัศนีย์ภาพที่สวยสด มองลงไปด้านล่างเห็นเป็นโขดหินเต็มไปหมด นั่นคือเหตุผลที่ทำไมคนถึงไม่มากระโดดกันในหน้านี้ละม้าง..ก็เพราะมันน่ากลัว (แต่เอาจริงๆ ถึงข้างล่างจะเป็นหินหรืออะไร เราก็ไม่ควรโดดลงไปสัมผัสมันจริงมะ) 

Note : จากสถานี Minakami สามารถเดินมาถึงสะพานนี้ได้โดยใช้เส้นทางสีเขียว หรือนั่งรถบัส No. 5 ลงที่ป้ายชื่อ Suwajinja-mae ค่ารถ 330 Yen, ข้อมูลเพิ่มเติมและการจองบันจี้จัมพ์ www.bungyjapan.com/en/ 

   

 ครั้งนี้ขาไปเราเลือกนั่งรถบัสและขากลับเดินชมธรรมชาติเรื่อยลงมาจนถึงสถานีมินาคามิ ใช้เวลาขาไป 15 นาที ส่วนขากลับมาถึงสถานีประมาณ 12.30 น. ทันรถที่จะออกจากสถานีไปยังอนเซ็นตอนเวลา 12.50 น.พอดี และมีเวลาหาของทานบนรถได้นิดหน่อย จากนี้จะนั่งรถบัส No. 4 เพื่อไปยังทาคาระงะวะ อนเซ็นTakaragawa Onsen ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที แต่เป็น 30 นาทีที่สั้นมากๆ เพราะตลอดสองข้างทางจะเป็นธรรมชาติให้เราได้เหลียวซ้ายแลขวาจนลืมเวลาไปเลยล่ะ 

Note : Takaragawa Onsen เป็นอนเซ็นเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บน Osenkaku แม่น้ำโทเนะกาว่า เป็นอนเซ็นขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามและจุคนได้มาก ตัวอาคารส่วนที่พักมีอายุเก่าแก่ 57-93 ปี (อาคาร Honkan อายุ 57 ปี, อาคาร Daiichi Bakkan อายุ 77 ปี, อาคาร Kyukan อายุ 93 ปี) ที่นี่มีอนเซ็นกลางแจ้งที่เป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ อีกทั้งคุณผู้หญิงยังสามารถนุ่งผ้าขนหนูลงบ่อได้อีกด้วย ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.takaragawa.com/english.html


   
พอมาถึงทุกคนต่างจัดแจงข้าวของของตัวเองเพื่อเตรียมตัวลงบ่อน้ำแร่ที่รอคอย แต่ก่อนจะเข้าไปด้านหน้าจะมีเคาน์เตอร์ที่ให้เราเช่าหรือซื้อผ้าขนหนู ราคาค่าเช่า 100 เยน/ผืน ได้ผ้าผืนใหญ่ขนาดที่่ผู้หญิงสามารถห่อตัวลงน้ำได้ ราคาซื้อ 200 เยน/ผืน แต่ดูเหมือนจะเป็นผ้าขนหนูผืนเล็กที่เอาไว้ใช้ซับหน้าซับผม แต่ผู้ชายเขาเอาไว้ปิดส่วนสำคัญกัน อันนี้ก็แล้วแต่ประสงค์ของแต่ละท่านเลือกเอาตามชอบใจ ส่วนใครที่เอาผ้ามาเองก็สบายใจไป สำหรับคนไทยเรามีผ้าถุงไว้นุ่งอาบน้ำกันอยู่แล้วสามารถเอาไปใช้ได้แถมยังสะดวกตรงที่ผ้าถุงมันจะไม่อมน้ำเท่ากับผ้าขนหนู สะดวกกว่ากันเยอะเลย (ยังไงของไทยก็ดีจริงๆ) อิรุงตุงนังเรื่องผ้าผ่อนกันมาพอสมควรละต่อไปก็เอาของเข้าไปเก็บในล็อคเกอร์ ของชิ้นไหนที่ไม่ได้ใช้ใส่เข้าไปให้หมดเลยตั้งแต่ส่วนหัวจนถึงส่วนเท้า รองเท้าด้วยนะ ใส่เข้าไป แต่ละตู้จะเสียค่าฝากตู้ละ 100 เยนเป็นแบบหยอดเหรียญ หยอดแล้วหยอดเลยนะ ถ้าหากว่าลืมหยิบอะไรออกมาล่ะก็อยากจะเปิดไปเอาก็ต้องเสียค่าฝากใหม่ เปิดทีครั้งละ 100 ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไปเปิดเลยจะเสียเงินไปสะเปล่าๆ เพราะเราลองมาแล้ว..อ่า..หลังจากเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว จะมีรองเท้าเกี๊ยะให้เรายืมใส่ได้ ด้านในจะมีร้านอาหารให้นั่งทานตามอัธยาศัย ถัดไปก็จะเข้าไปสู่บ่อน้ำแร่กันและ ซึ่งด้านในเขาห้ามถ่ายรูปโดยเด็ดขาด แต่ก็ไม่ได้มีเจ้าหน้าที่มาคอยตรวจตรานะ เพราะเป็นเรื่องมารยาทที่คนญี่ปุ่นเขารู้และจะไม่เสียมารยาทกัน บรรยากาศด้านในสวยมากๆ การได้แช่น้ำร้อนท่ามกลางธรรมชาติ ต้นไม้ ลำธาร มันช่างเป็นอะไรที่เกินจะบรรยาย 

Visitors: 31,207